UGC คืออะไร? สำหรับธุรกิจทุกประเภท คอนเทนต์ คือสิ่งที่ขับเคลื่อนทุกช่องทางการตลาด ตั้งแต่เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย ไปจนถึงช่องทางการขาย แต่การสร้างคอนเทนต์ต้องใช้ทั้งเวลา ทรัพยากร และความสามารถจำนวนมาก
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายธุรกิจเลือกนำ User-Generated Content มาใช้ในกลยุทธ์การตลาด เพื่อช่วยประหยัดเวลา สร้างความน่าเชื่อถือ และกระตุ้นให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมในการสร้างวิดีโอ รูปภาพ รีวิว รวมถึงคอนเทนต์ที่ช่วยตอบคำถามลูกค้าให้กับแบรนด์
UGC คืออะไร?
User-Generated Content (UGC) คือคอนเทนต์ทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ เช่น ภาพสินค้า วิดีโอสอนใช้งาน รีวิวจากลูกค้า หรือ Instagram Stories ที่ถูกสร้างโดยลูกค้า พนักงาน หรือครีเอเตอร์ ไม่ใช่โดยแบรนด์โดยตรง
เนื่องจากคอนเทนต์เหล่านี้ไม่ได้มาจากแบรนด์เอง UGC จึงช่วยให้ธุรกิจสามารถ
- ประหยัดเวลาในการสร้างคอนเทนต์ ด้วยการนำคอนเทนต์จากผู้ใช้งานมาช่วยเสริมคอนเทนต์ของแบรนด์
- สร้างการมีส่วนร่วมกับคอมมูนิตี้ และพัฒนาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า ผ่านการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการตลาด
- เพิ่มความน่าเชื่อถือผ่าน Social Proof ด้วยคอนเทนต์จากผู้ใช้งานจริง
- ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของครีเอเตอร์ในแต่ละแพลตฟอร์ม ที่เข้าใจว่าคอนเทนต์แบบไหนได้ผลบน TikTok, Instagram, YouTube และช่องทางอื่น ๆ
ตัวอย่างเช่น Nanoleaf ผู้ผลิตแผงไฟเปลี่ยนสี ได้เติบโตจากการสร้างคอมมูนิตี้ออนไลน์ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์จากผู้ใช้งานจริง ช่วยให้แบรนด์สามารถเชื่อมต่อกับครีเอเตอร์จำนวนมากผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Instagram, Twitch, TikTok และ Twitter ได้อย่างต่อเนื่อง
ที่มา: @nanoleaf
และด้วยเหตุนี้ UGC จึงเป็นหนึ่งในโซลูชั่นที่ช่วยแก้อุปสรรคสำคัญของการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนั่นก็คือ “ความไม่เชื่อมั่นของผู้บริโภค” เพราะคนส่วนใหญ่มักไม่เชื่อคำพูดของแบรนด์ที่ยังไม่คุ้นเคย (ซึ่งคุณเองก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน)
จากการศึกษาของ Edelman ในปี 2020 พบว่าโฆษณามีอิทธิพลเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับ Earned Media โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการ “ฟังจากผู้เชี่ยวชาญหรือคนทั่วไปที่มีประสบการณ์จริง” ซึ่งเป็นจุดที่ UGC เข้ามามีบทบาทสำคัญ
ยิ่งในปัจจุบันที่มีโซเชียลแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพฤติกรรม Social Commerce เติบโตขึ้น (รวมถึงสมาร์ทโฟนที่ทำให้ทุกคนสามารถสร้างคอนเทนต์ได้ง่ายขึ้น) แบรนด์จึงสามารถสร้างและขยาย UGC ได้อย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาใช้ขับเคลื่อนการตลาดได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
3 ประเภทของ UGC พร้อมตัวอย่าง
เมื่อพูดถึง UGC หลายคนมักนึกถึงคอนเทนต์ที่ลูกค้าพึงพอใจสร้างขึ้นเกี่ยวกับสินค้าและบริการของแบรนด์
แต่ในความเป็นจริง คอนเทนต์แบบ UGC ครอบคลุมเนื้อหาทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ โดยไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากแบรนด์โดยตรง
โดยสามารถแบ่งคอนเทนต์ลักษณะนี้ออกเป็น 3 ประเภทหลัก ตามกลุ่มผู้ใช้งานที่มีส่วนร่วม ได้แก่
1. คอนเทนต์จากลูกค้า
ลูกค้าถือเป็นแหล่ง UGC ที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างแบรนด์ เพราะไม่มีใครช่วยขายสินค้าได้ดีไปกว่าลูกค้าที่ใช้งานจริงและพึงพอใจ
คอนเทนต์จากลูกค้าคือการนำพลังของการบอกต่อแบบปากต่อปาก ซึ่งปกติเกิดขึ้นในการพูดคุยส่วนตัว มาเปลี่ยนให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ ให้คนอื่น ๆ ได้เห็นและรับรู้
ตัวอย่างของคอนเทนต์จากลูกค้า ได้แก่
- รีวิวสินค้าและคะแนนดาวบนหน้าสินค้า
- วิดีโอแกะกล่องที่ลูกค้าถ่ายและโพสต์ลง Instagram พร้อมแฮชแท็กของแบรนด์
- ภาพสินค้าที่ลูกค้าถ่าย นำมาแสดงควบคู่กับรีวิว
- คำถามและคำตอบจากลูกค้า ที่เปิดให้ผู้ใช้งานถามและช่วยกันตอบแบบสาธารณะ
- บทสนทนาในคอมมูนิตี้ เช่น Facebook, Reddit และ Twitter ที่ลูกค้าพูดคุย แลกเปลี่ยน และมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์
Solgaard เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการใช้คอนเทนต์จากลูกค้า โดยแบรนด์ที่จำหน่ายอุปกรณ์ท่องเที่ยวสายยั่งยืนนี้ ได้นำ UGC มาแสดงบนหน้าสินค้าหลักของกระเป๋าเดินทางรุ่นเรือธงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้จะมีรีวิวมากกว่า 1,400 รายการ แต่ Solgaard ยังคงรักษาคะแนนเฉลี่ยเกือบ 5 ดาวไว้ได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมั่นใจในคุณภาพสินค้าอย่างชัดเจน โดยบนหน้าสินค้าได้แสดงทั้งภาพการใช้งานจริงจากลูกค้า รีวิว รวมถึงฟอรั่มถาม-ตอบที่ขับเคลื่อนโดยผู้ใช้งานเอง ซึ่งช่วยให้ผู้ที่ยังลังเลสามารถตั้งคำถามหรือแสดงข้อกังวล และได้รับคำตอบจากทีมซัพพอร์ตได้อย่างโปร่งใส

ErgoDox Ez เป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างคอมมูนิตี้จาก UGC ด้วยความที่เป็นคีย์บอร์ดแบบโอเพนซอร์สและปรับแต่งได้สูง จึงเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานแชร์ไอเดีย เทคนิค และผลงานของตัวเองได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ผ่านคอมมูนิตี้บน Reddit ของตัวเองอย่าง r/ErgoDoxEZ ลูกค้าสามารถแบ่งปันรายละเอียดการตั้งค่าคีย์บอร์ดในแบบของตัวเองให้กันและกัน หรือแม้แต่แชร์ภาพสนุก ๆ อย่างแมวที่ขึ้นไปยืนบนคีย์บอร์ดก็ยังได้

2. คอนเทนต์จากพนักงาน
พนักงานที่มีความสุข ก็เหมือนลูกค้าที่พึงพอใจ มักอยากแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์ออกมาเองโดยธรรมชาติ
สิ่งที่ต่างคือ คอนเทนต์จากพนักงานไม่ได้เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ พอไม่มีแรงบังคับ เลยยิ่งดูจริงและน่าเชื่อถือ แม้จะไม่ได้ช่วยปิดการขายโดยตรง แต่ก็มีผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ ทำให้คนอื่นอยากร่วมงานหรือเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทมากขึ้น
ตัวอย่างคอนเทนต์จากพนักงาน เช่น
- รูปหรือวิดีโอที่พนักงานแชร์ผ่านแฮชแท็กของบริษัท เพื่อโชว์บรรยากาศการทำงานหรือกิจกรรมทีม
- การแชร์ข่าวหรือความสำเร็จของบริษัทลงในโซเชียลส่วนตัว เช่น ข่าวที่ถูกพูดถึงในสื่อ หรือ milestone สำคัญ
- พนักงานใหม่โพสต์ประกาศเริ่มงานใน LinkedIn ให้เครือข่ายรับรู้ หรือแม้แต่โพสต์ลาออกที่ยังพูดถึงวัฒนธรรมองค์กรในแง่บวก
ตัวอย่างอย่าง Shopify พนักงานจะใช้แฮชแท็ก #LifeatShopify ในการแชร์มุมมองเกี่ยวกับการทำงาน ทำให้คนอื่นสามารถเข้าไปดูและทำความรู้จักวัฒนธรรมองค์กรได้ง่ายขึ้น
3. คอนเทนต์จากครีเอเตอร์
แม้ UGC ที่ดีที่สุดมักจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่แบรนด์ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดได้ เช่น การให้ของฟรี จัดแคมเปญ แจกของรางวัล ให้ค่าคอมมิชชัน หรือจ่ายค่าจ้างโดยตรง
สิ่งนี้หลายคนอาจคุ้นในชื่อ influencer marketing คือการร่วมงานกับครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตาม เพื่อสร้างและโปรโมตคอนเทนต์เกี่ยวกับแบรนด์
แต่ปัจจุบัน แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Instagram และ YouTube ทำให้คอนเทนต์จากครีเอเตอร์มีบทบาทกว้างขึ้น ไม่ได้วัดแค่จำนวนผู้ติดตาม แต่รวมถึงความเข้าใจแพลตฟอร์มและสไตล์การทำคอนเทนต์ด้วย ตั้งแต่ผู้ใช้ทั่วไปไปจนถึงมืออาชีพ ทุกคนสามารถเป็นครีเอเตอร์ได้ และกำลังนิยาม UGC ในรูปแบบใหม่
ตัวอย่างคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ เช่น
- อินฟลูเอนเซอร์บน Instagram โพสต์ภาพสินค้า พร้อมโค้ดส่วนลดเฉพาะ
- วิดีโอ TikTok รีวิวสินค้า จากครีเอเตอร์รายเล็ก ที่แบรนด์สามารถนำไปใช้ต่อในโฆษณาได้
- ภาพจากแคมเปญประกวด ที่ผู้ติดตามสร้างและแชร์คอนเทนต์ของตัวเอง
- รีวิวสินค้าบน YouTube ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่แบรนด์ส่งให้ หรือครีเอเตอร์ซื้อเอง
กลยุทธ์ที่เห็นได้บ่อยคือการทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ที่สอดคล้องกับแบรนด์ เพื่อสร้างรีวิวสินค้า
ตัวอย่างเช่น Shargeek แบรนด์พาวเวอร์แบงก์ดีไซน์ใส ได้ร่วมงานกับยูทูเบอร์สายเทค Marques Brownlee เพื่อรีวิวสินค้าและเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง

วิธีที่แบรนด์สามารถสร้างและรวบรวม UGC
ถ้ากลุ่มเป้าหมายของคุณมีการสร้างและแชร์คอนเทนต์เกี่ยวกับแบรนด์อยู่แล้ว นั่นถือเป็นข้อได้เปรียบ เพราะคุณมีวัตถุดิบ สำหรับทำ UGC อยู่ในมือทันที
แต่ถ้ายังไม่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คุณสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการหาจุดร่วมระหว่างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ กับคอนเทนต์ที่ผู้คนอยากสร้างและอยากแชร์จริง ๆ
สร้างแฮชแท็กแบรนด์
แฮชแท็กแบรนด์เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการกระตุ้น รวบรวม และทำให้คอนเทนต์จากผู้ใช้เป็นอัตโนมัติ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอย่าง Instagram, Twitter, TikTok และ LinkedIn
เหตุผลคือคุณสามารถใส่แฮชแท็กพร้อมคำชวนให้ผู้ใช้งานร่วมสร้างคอนเทนต์ได้ในหลายจุด เช่น
- อีเมลหลังการซื้อ
- ไบโอโซเชียลมีเดีย
- ใบปลิวที่แนบไปกับสินค้า
- หน้าร้านออนไลน์
- ในงานอีเวนต์
- การบอกต่อแบบปากต่อปาก
MVMT บริษัทที่ขายนาฬิกาและเครื่องประดับ ใช้แฮกแท็ก #jointhemvmt เพื่อรวมคอนเทนต์จากลูกค้าและครีเอเตอร์ไว้ในที่เดียว
บน Instagram ของแบรนด์ แฮชแท็กนี้ถูกแสดงไว้อย่างชัดเจน และด้วยความที่เป็นแฮชแท็กเฉพาะตัว จึงช่วยลดคอนเทนต์ที่ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้ค้นหาและดูฟีดได้ง่ายขึ้น


เมื่อค้นหาด้วยแฮชแท็ก คุณจะเห็นคอนเทนต์ทั้งหมดถูกรวมไว้ในฟีดเดียว ทำให้เลือก UGC ที่ต้องการไปใช้งานต่อได้ง่าย เช่น
- รีแชร์ลงในสตอรี่
- ปักหมุดเป็นไฮไลต์บนโปรไฟล์
- เพิ่มลงในหน้าสินค้าบน Instagram Shop
- นำไปแสดงเป็นแคโรเซล UGC บนร้านค้า Shopify ผ่านแอป Social Proof
กระตุ้นการส่งคอนเทนต์ด้วยกิจกรรมและการแจกของรางวัล
กิจกรรมแข่งขันหรือการแจกของรางวัลไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการสร้างการรับรู้แบรนด์เท่านั้น แต่ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้คนอยากมีส่วนร่วมในการสร้าง UGC ให้กับแบรนด์
ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การจัดประกวดภาพถ่าย ให้ผู้ใช้งานส่งภาพตามธีมที่กำหนด นอกจากจะได้คอนเทนต์ใหม่ ๆ มาใช้ต่อในโซเชียลแล้ว ยังเป็นการให้รางวัลกับกลุ่มผู้ติดตามที่มีส่วนร่วมมากที่สุดด้วย
ตัวอย่างเช่น Letterfolk ใช้แฮชแท็ก #LetterfolkDOTM เพื่อรวบรวมผลงานจากผู้ใช้งานในแคมเปญ Design of the Month โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแชร์ Instagram Stories ที่โชว์ดีไซน์ที่พวกเขาสร้างขึ้นจาก tile mat ของแบรนด์

แคมเปญประกวดแบบนี้ไม่เพียงช่วยขยายการเข้าถึงผ่านเครือข่ายโซเชียลของผู้เข้าร่วมเมื่อพวกเขาโพสต์ผลงาน แต่ยังช่วยสร้าง UGC ที่แบรนด์สามารถนำไปรีแชร์ต่อบนช่องทางของตัวเองได้อีกด้วย
คุณสามารถจัดกิจกรรมได้แบบง่าย ๆ ด้วยการใช้แฮชแท็กและกำหนดกติกาให้ชัดเจน หรือเลือกใช้แอปสำหรับจัดประกวดและแจกของรางวัล เพื่อช่วยให้จัดการได้สะดวกขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสในการร่วมกิจกรรมผ่านการตั้งเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ให้สร้างทั้งวิดีโอและภาพเกี่ยวกับสินค้า หรือแชร์ UGC ไปยังหลายแพลตฟอร์ม
ขอ UGC ผ่าน Touchpoints หลังการซื้อ
เมื่อคุณเริ่มวางระบบ UGC อย่างจริงจัง มักจะมีการสร้างกลไกที่ช่วยให้การขอ รวบรวม คัดกรอง และนำคอนเทนต์ไปใช้งาน ทำได้แบบต่อเนื่องมากขึ้น
หากต้องการให้ลูกค้าสร้าง UGC เกี่ยวกับสินค้า ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดคือหลังจากที่พวกเขาได้รับสินค้า และมีประสบการณ์ใช้งานพอที่จะเกิดความรู้สึกที่ดี
Touchpoints หลังการซื้อที่สามารถใช้ได้ เช่น
- อีเมลอัตโนมัติหลังการขาย ที่ส่งถึงลูกค้าเมื่อสินค้าไปถึงแล้ว
- แพ็กเกจสินค้า หรือการ์ดแนบ ที่มีคำแนะนำเล็ก ๆ ว่าจะแชร์สินค้ายังไงหลังแกะกล่อง
- โปรแกรมสะสมแต้ม ที่ให้รางวัลเมื่อโพสต์ลงโซเชียลหรือเขียนรีวิว เพื่อนำแต้มไปใช้เป็นส่วนลดในอนาคต
ตัวอย่างเช่น Aloha แบรนด์โปรตีนจากพืช ใช้อีเมลหลังการขายในการชวนลูกค้าสร้าง UGC พร้อมให้แรงจูงใจผ่านส่วนลด 2 ระดับ ได้แก่
- ส่วนลด 10% สำหรับการเขียนรีวิว
- ส่วนลด 20% สำหรับรีวิวที่มีทั้งภาพและวิดีโอ

แต่คุณยังสามารถต่อยอดได้มากกว่านั้น ด้วยการกระตุ้นให้เกิด UGC ควบคู่ไปกับการเพิ่มมูลค่าลูกค้าในระยะยาว ผ่านโปรแกรมสมาชิกหรือสะสมแต้ม ตัวอย่างเช่น Evy's Tree แบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงระดับพรีเมียม ที่ออกแบบโปรแกรมสมาชิกเป็นหลายระดับตามยอดการซื้อสะสมของลูกค้า
หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการเก็บคะแนนในทุกระดับ คือการแชร์แบรนด์ลงบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งสามารถรับคะแนนได้ถึง 250 คะแนน

สำรวจแพลตฟอร์มคอนเทนต์จากผู้ใช้แบบเสียค่าใช้จ่าย
ด้วยการเติบโตของแพลตฟอร์มสำหรับครีเอเตอร์ เช่น Billo ที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงครีเอเตอร์รายเล็ก หรือ Cameo ที่เปิดโอกาสให้ร่วมงานกับครีเอเตอร์ระดับคนดัง ทำให้ธุรกิจมีทางเลือกมากขึ้นในการเชื่อมต่อกับครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้าง UGC แบบมีค่าใช้จ่าย
แม้คำว่า UGC แบบจ่ายเงินจะฟังดูขัดกันเล็กน้อย เพราะหลายคนมองว่า UGC ควรเป็นคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
แต่ในความเป็นจริง ครีเอเตอร์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะมีผู้ติดตามมากหรือน้อย จะเลือกทำคอนเทนต์ให้กับแบรนด์ที่สอดคล้องกับตัวตนและคุณค่าของตัวเองเท่านั้น เพราะความน่าเชื่อถือของพวกเขากับผู้ติดตามสำคัญกว่าทุกอย่าง
Cameo เป็นตัวอย่างที่สะท้อนเทรนด์นี้ได้ดี เช่นแคมเปญของ Established Titles ที่ใช้แพลตฟอร์มนี้สร้างโฆษณา UGC ที่เป็นกระแส โดยมี Snoop Dogg มาร่วมพูดถึงแบรนด์ในมุมที่สร้างการพูดถึงบนโลกออนไลน์ได้อย่างมาก
ร้านอีคอมเมิร์ซนี้นำเสนอสินค้าคอนเซปต์ขำ ๆ โดยอ้างอิงจากธรรมเนียมเก่าในสกอตแลนด์ ที่เชื่อกันว่าการเป็นเจ้าของที่ดินขนาดเล็กก็เพียงพอที่จะได้รับตำแหน่งเป็น “ลอร์ด” หรือ “เลดี้”
วิธีใช้ UGC ในการตลาดอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
UGC ที่คุณรวบรวมมา จะไม่มีประโยชน์เลย หากไม่มีใครได้เห็น หรือถูกใช้เพียงชั่วคราว เช่น แค่ลง Instagram Story แล้วก็หายไปใน 24 ชั่วโมง
กลยุทธ์ UGC ที่ดีควรนำคอนเทนต์แต่ละชิ้นไปใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ผ่านหลายช่องทาง เข้าถึงหลายกลุ่มผู้ชม และผสานเข้ากับรูปแบบการตลาดที่หลากหลาย
ขออนุญาตก่อน และสื่อสารการใช้งานให้ชัดเจน
UGC ไม่ใช่คอนเทนต์ของแบรนด์ และไม่ใช่สื่อสต็อกที่สามารถซื้อใบอนุญาตเชิงพาณิชย์ผ่านตลาดกลาง
ควรขออนุญาตเจ้าของคอนเทนต์อย่างชัดเจนก่อนนำไปใช้ และบอกให้ตรงไปตรงมาว่าคุณจะนำไปใช้อย่างไร หากเป็นไปได้ควรมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น อีเมลหรือข้อความแชต รวมถึงสามารถระบุเงื่อนไขการส่ง UGC ไว้ในช่องทางของแบรนด์ให้มองเห็นได้ง่าย
สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือการทำลายความเชื่อใจของผู้ใช้งาน หรือเสี่ยงต่อปัญหาทางกฎหมาย เพียงเพราะต้องการนำคอนเทนต์ของผู้อื่นมาใช้โปรโมตแบรนด์
โดยทั่วไปแล้ว หากคุณขออนุญาตอย่างเหมาะสม ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยินดีให้ใช้คอนเทนต์ของพวกเขา แต่หากไม่สามารถขออนุญาตล่วงหน้าได้ อย่างน้อยควรให้เครดิตโดยการใส่แหล่งที่มา และพร้อมลบคอนเทนต์ทันทีหากเจ้าของไม่ต้องการให้ใช้งาน
ใช้ UGC เป็นครีเอทีฟโฆษณา
การนำ UGC มาใช้เป็นครีเอทีฟในโฆษณาบน TikTok, Instagram, Facebook, Twitter และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ช่วยให้แบรนด์มีภาพและวิดีโอใหม่ ๆ อยู่เสมอ ลดความซ้ำจำเจของโฆษณาที่มาจากมุมมองเดิม ๆ และเพิ่มความสดใหม่ให้กับคอนเทนต์
นอกจากนี้ คุณยังสามารถทำโฆษณาแบบ whitelisted ads เพื่อโปรโมตโพสต์จากบัญชีของครีเอเตอร์ได้ (บัญชีนั้นต้องเป็น Business หรือ Creator) โดยเพิ่มพวกเขาเป็น Brand Partner ผ่าน Meta
เมื่อโฆษณาแสดงในฟีดของผู้ชม จะมีป้าย “Sponsored” ปรากฏบนโพสต์ เหมือนตัวอย่างจากแบรนด์ Mejuri
ที่มา: Mejuri x Julia Fernandez
นำ UGC ไปใช้ต่อในหลายช่องทาง
การนำ UGC ไปใช้ซ้ำในช่องทางอื่นเป็นโอกาสที่หลายแบรนด์มองข้าม ทั้งที่จริงแล้วไม่มีข้อจำกัดว่าคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อแพลตฟอร์มหนึ่ง จะไม่สามารถนำไปใช้กับอีกแพลตฟอร์มได้ (ตราบใดที่คุณได้รับอนุญาตแล้ว)
คุณสามารถนำ
- รีวิวจากหน้าสินค้า ไปปรับใช้เป็นโฆษณาบน Facebook
- ทวีตเกี่ยวกับแบรนด์ ไปใช้เป็นโฆษณาบน Instagram
- วิดีโอแกะกล่องจาก TikTok ไปทำเป็น Instagram Reels
- คำถามจากลูกค้า ไปใส่ในหน้า FAQ
- รูปภาพจาก Instagram ไปเพิ่มในหน้าสินค้า
โอกาสมีได้ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับการนำไปต่อยอด เช่น Twitter เคยนำทวีตเกี่ยวกับปี 2020 ที่ผู้คนพูดถึงในเชิงลบ ไปแสดงบนบิลบอร์ด กลายเป็นแคมเปญนอกบ้านที่โดดเด่นและน่าจดจำ
ใช้ UGC เป็น Social Proof ทั้งบนและนอกเว็บไซต์
นอกจากช่วยขยายการเข้าถึงแล้ว UGC ยังทำหน้าที่เป็น Social Proof ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ บนทุกแพลตฟอร์มที่คุณใช้งาน
พื้นที่ดิจิทัลเหล่านี้มักถูกใช้แสดงภาพ วิดีโอ หรือคอนเทนต์ของแบรนด์ให้ผู้เข้าชมเห็น แต่หากคุณคัดเลือกและจัดวาง UGC อย่างเหมาะสม เช่น ทำเป็นแกลเลอรีจากคอนเทนต์ของผู้ใช้งาน ก็จะช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพการใช้งานสินค้าจริง และเข้าใจได้มากขึ้นว่าสินค้าของคุณถูกใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร
ไอเดียการตลาด 💡: แอปอย่าง Shoppable Instagram & UGC by Foursixty เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยเพิ่มยอดขายจาก UGC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคุณสามารถสร้างแกลเลอรีรูปภาพแบบช้อปได้จากคอนเทนต์ของผู้ใช้งาน และนำไปแสดงในร้านค้าออนไลน์ อีเมลแคมเปญ หรือหน้า Shop App ได้
ควรมีระบบคัดกรองคอนเทนต์ก่อนนำไปใช้งาน เพื่อให้แน่ใจว่า UGC ที่นำมาแสดงสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพราะการดึงคอนเทนต์จากแฮชแท็กมาใช้อัตโนมัติโดยไม่ตรวจสอบ อาจมีความเสี่ยง เนื่องจากแฮชแท็กสาธารณะเปิดให้ทุกคนใช้งานได้
Instagram เป็นหนึ่งในช่องทางยอดนิยมสำหรับการนำ UGC มาใช้ เพราะผู้ใช้งานมักถ่ายภาพหรือวิดีโอสินค้าในชีวิตจริงแล้วแชร์ลงโพสต์หรือสตอรี่โดยธรรมชาติ
การใช้ UGC ยังช่วยลดภาระในการสร้างคอนเทนต์ใหม่อย่างต่อเนื่อง (ซึ่งจำเป็นมากในยุคที่ต้องโพสต์สม่ำเสมอ) และยังช่วยสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าเดิม พร้อมโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายของพวกเขา
แม้หลายคนจะมองว่า UGC เป็นคอนเทนต์ชั่วคราว แต่จริง ๆ แล้วสามารถนำมาต่อยอดได้ เช่น หากครีเอเตอร์แท็กบัญชีแบรนด์ คุณสามารถปักหมุดคอนเทนต์นั้นไว้ใน Highlights ได้ หลายแบรนด์จึงมี Highlights สำหรับคอนเทนต์จากลูกค้าโดยเฉพาะ เช่น รีวิวเชิงบวก เพื่อให้คอนเทนต์เหล่านี้ยังคงถูกเห็นได้ในระยะยาว
ตัวอย่างเช่น Cotopaxi นำ UGC มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ “gear for good” โดยกระจายอยู่ทั้งในโปรไฟล์และ Highlights ที่จัดหมวดหมู่ตามธีมและแคมเปญต่าง ๆ เช่น:
- รูปภาพจากลูกค้าที่แท็กแบรนด์ในโปรไฟล์
- “Día by Día” ที่รวมคอนเทนต์ลูกค้าที่ใช้กระเป๋าคาดเอวของแบรนด์
- “Quaranteam” ที่เป็นคอนเทนต์จากพนักงาน ช่วงการระบาด เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ภายในทีม
ที่มา: @cotopaxi
ดึงพลังของผู้ใช้งานมาเสริมแบรนด์ด้วย UGC
ก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อ สิ่งสำคัญที่แบรนด์ต้องได้มาก่อนคือความไว้วางใจ
UGC ช่วยให้แบรนด์สามารถรวมพลังของผู้คนและคอมมูนิตี้รอบตัว มาสร้างและแชร์คอนเทนต์ที่ดูจริงและน่าเชื่อถือได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หากคุณรู้จักนำ UGC มาใช้ให้เหมาะสมและสร้างสรรค์ ก็จะพบว่ามีโอกาสมากมายในการต่อยอดคอนเทนต์เหล่านี้ไปใช้ได้ในทุกกลยุทธ์การตลาด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ UGC
UGC คืออะไร?
UGC คือคอนเทนต์ออนไลน์สาธารณะทุกประเภทที่ถูกสร้างโดยผู้ใช้งาน เช่น รีวิว คอมเมนต์ รูปภาพ วิดีโอ บทความ หรือการพูดคุยต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่จะมาจากผู้ใช้งานทั่วไป ไม่ใช่ครีเอเตอร์มืออาชีพ และมักสะท้อนความคิดเห็นที่มีต่อสินค้า บริการ หรือเหตุการณ์นั้น ๆ
ตัวอย่างของ UGC มีอะไรบ้าง?
ตัวอย่างของ UGC เช่น รีวิวสินค้าที่ลูกค้าเขียนหลังจากซื้อไปใช้งาน นอกจากนี้ยังรวมถึงภาพหรือวิดีโอที่ผู้ใช้งานถ่ายขณะใช้สินค้า บทความที่พูดถึงบริการ หรือแม้แต่โพสต์บนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับแบรนด์หรืออีเวนต์ต่าง ๆ
UGC มีกี่ประเภท?
UGC มีหลายรูปแบบ เช่น รีวิว คะแนน คอมเมนต์ รูปภาพ วิดีโอ บทความ โพสต์ในฟอรั่ม โพสต์บนโซเชียลมีเดีย รวมถึงคอนเทนต์แบบมีปฏิสัมพันธ์ เช่น โพลบน Instagram หรือ Twitter ซึ่งคอนเทนต์เหล่านี้ช่วยให้แบรนด์เข้าใจมุมมองของลูกค้า และสร้างการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น
UGC ถูกนำไปใช้ในการตลาดอย่างไร?
การทำการตลาดด้วย UGC คือการนำคอนเทนต์จากผู้ใช้งานมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการตลาด เช่น การแสดงรีวิวและภาพสินค้าบนเว็บไซต์ การรีโพสต์คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย การตอบกลับความคิดเห็นของลูกค้าแบบสาธารณะ หรือการนำกรณีศึกษาจากลูกค้ามาสร้างคอนเทนต์ใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจให้กับแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


